นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เนื่องด้วยบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจึงจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) ฉบับนี้ขึ้น เพื่อกำหนดหลักปฏิบัติที่สำคัญในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของบริษัทเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยังช่วยให้การเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย (“ประมวลผล”) และส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคล เป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ในรูปแบบเอกสาร ภาพถ่าย ไฟล์ดิจิตอล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การบันทึกเสียง หรือในรูปแบบอื่นใด
นโยบายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แก่บุคคลธรรมดาที่เป็นลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการของบริษัททั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตที่บริษัททำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการใด รวมถึง บุคลากรทุกคนของบริษัทตลอดจนผู้ปฏิบัติงานในบริษัท เช่น กรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น ที่ปรึกษา บุคลากรประจำ บุคลากรสัญญาจ้างรายปี บุคลากรสัญญาจ้างรายวัน บุคลากรทดลองงานของบริษัท และนักศึกษาฝึกงาน เป็นต้น (“บุคลากร”) บริษัทจึงขอแนะนำให้ลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรทุกคน โปรดอ่านและทำความเข้าใจนโยบายฉบับนี้ เพื่อรับทราบวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มอบให้แก่บริษัท ตลอดจนการคุ้มครอง การเข้าถึง และสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ นโยบายฉบับนี้สอดคล้องและเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎเกณฑ์ที่ออกภายใต้กฎหมายดังกล่าว (“พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ”)
ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม (ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ) เช่น ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลบัญชีเงินฝาก
ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกัน
ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัททำการเก็บรวบรวม และแหล่งที่มาของข้อมูล
ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ
บริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ เพื่อดำเนินการตามสัญญาจ้างบริการทางกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจะมีกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบทของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการและประเภทของบริการที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการต้องการจากบริษัท ทั้งนี้ บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการโดยตรงหรือผ่านทางบุคคลภายนอก โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการจะรวมถึงข้อมูลดังต่อไปนี้
ก) ข้อมูลส่วนบุคคลที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการได้มอบให้แก่บริษัท
- ข้อมูลที่ได้รับจากเอกสารและการแสดงตัวตนของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวตามที่ปรากฏในเอกสารแสดงตัวตน (เช่น ศาสนา) เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเท่านั้น
- ข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ได้ เช่น อายุ วัน-เดือน-ปีเกิด
- ข้อมูลด้านการเงินและรายละเอียดและประวัติการเข้าทำสัญญาและการทำธุรกรรมการซื้อขายต่าง ๆ
- ข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่าง ๆ ของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ
- ข้อมูลอื่น ๆ ที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการมอบให้กับบริษัทระหว่างการติดต่อกับบริษัท หรือตามที่บริษัทร้องขอให้ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการจัดส่ง เพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดี หรือประกอบการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
- ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่าง ๆ ในขั้นตอนหรือกระบวนการตามลำดับ รวมทั้งข้อมูลที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการต้องเปิดเผยตามกฎหมายที่บริษัทต้องอยู่ภายใต้บังคับ
- ข้อมูลอื่นใดที่สามารถระบุตัวตนของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการได้
ข) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บหรือสร้างขึ้น หรือที่บริษัทได้รับจากบุคคลอื่น
- ไฟล์ข้อมูลที่บริษัทอาจสร้างเป็นข้อมูลของความสัมพันธ์ที่บริษัทมีกับลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ ในฐานะคู่สัญญาจ้างบริการทางกฎหมาย รวมถึง ประวัติการติดต่อ ประวัติและข้อมูลการสื่อสารในทุกช่องทาง
- ข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการได้ติดต่อสื่อสารหรือที่บริษัทได้บันทึกระหว่างการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ การสื่อสารทางอีเมล หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงการติดต่อทางโทรสาร และไปรษณีย์
- ข้อมูลที่บริษัทได้รับมาจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานเขต, กรมที่ดิน และกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น
ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากร
บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรเพื่อใช้สำหรับการแต่งตั้ง ว่าจ้าง หรือการเข้าดำรงตำแหน่งของบุคลากร รวมตลอดถึงเพื่อการจัดทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร อีกทั้งเพื่อใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับบุคลากรเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่าง ๆ โดยบริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคลากรโดยตรงหรือผ่านทางบุคคลภายนอก
ก) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บุคลากรได้มอบให้แก่บริษัท
- ข้อมูลที่ได้รับจากเอกสารแสดงตัวตนของบุคลากร ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงานของบุคลากร
- ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น ศาสนา ข้อมูลชีวภาพ
- ข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ได้ เช่น อายุ วัน-เดือน-ปีเกิด และข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของบุคลากรได้
- ข้อมูลด้านการเงินของบุคลากร สถานะทางภาษี และรายละเอียดของบัญชีธนาคาร
ข) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บหรือสร้างขึ้น หรือที่บริษัทได้รับจากบุคคลอื่น
- ไฟล์ข้อมูลที่บริษัทอาจสร้างเป็นข้อมูลของความสัมพันธ์ที่บริษัทมีอยู่กับบุคลากร รวมถึง ประวัติการติดต่อ และการสื่อสารในทุกช่องทาง
- ข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ที่บุคลากรได้ติดต่อสื่อสารหรือที่บริษัทได้บันทึกระหว่างการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ การสื่อสารทางอีเมล หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะได้กระทำบนเว็บไซต์หรือช่องทางอื่นใด รวมถึงภาพที่เก็บรวบรวมผ่านทางกล้องวงจรปิด (CCTV) หรือบันทึกการเข้าออกสำนักงานผ่านการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า
สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมงานกับบริษัท ซึ่งได้แก่ ข้อมูลที่แสดงตัวตนของบุคคลดังกล่าว ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงาน บริษัทจะเก็บรวบรวมไว้สำหรับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมงานกับบริษัท โดยหากบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้รับการคัดเลือก บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าว บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลนั้นภายใน 30 วัน
ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สาม
หากลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรได้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สามแก่บริษัท เช่น ชื่อ นามสกุล รายละเอียดที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการติดต่อฉุกเฉิน หรือการอ้างอิง บริษัทจะแจ้งให้ลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรขอความยินยอมในการให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สามแก่บริษัท และแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวตามนโยบายฉบับนี้แก่บุคคลที่สามด้วย
ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรจากบุคคลอื่น หรือแหล่งอื่น บริษัทจะทำการแจ้งให้ลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรทราบโดยไม่ชักช้า เว้นแต่เป็นกรณีที่บริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลนั้นตามที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายโดยไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ
วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัททำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. ประมวลผลข้อมูลตามฐานสัญญา (Contract)
เมื่อลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ ติดต่อเกี่ยวกับข้อเสนอการให้บริการหรือเข้าทำสัญญากับบริษัท จำเป็นที่ลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท เพื่อบริษัทจะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลเกี่ยวกับการให้บริการหรือการเข้าทำสัญญา หรือเพื่อติดต่อสื่อสารกับลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ หรือเพื่อติดตามและแจ้งผลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา
เมื่อบุคลากรทำการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทหรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผ่านทางช่องทางต่าง ๆ บุคลากรจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัท เพื่อที่บริษัทจะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลเกี่ยวกับการพิจารณาคัดเลือกและอนุมัติการจ้างงาน รวมถึงการนำไปใช้เพื่อคำนวณและให้สิทธิอันเกิดจากการทำงาน กำหนดและเบิกจ่ายเงินเดือน ติดต่อสื่อสารกับบุคลากร ติดตามและแจ้งผลประโยชน์ที่บุคลากรได้รับ แจ้งการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผลประโยชน์หรือสิทธิอันเกี่ยวข้องกับการทำงานและปฏิบัติหน้าที่ ตอบข้อซักถาม และแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
2. ประมวลผลข้อมูลตามฐานความยินยอม (Consent)
บริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการไปใช้ในการประมวลผลเพื่อการเข้าทำสัญญากับบุคคลดังกล่าว บริษัทอาจมีความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลอ่อนไหวตามที่ปรากฏในเอกสารแสดงตัวตน (เช่น ศาสนา) เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของบุคคลดังกล่าว
บริษัทอาจนำข้อมูลอ่อนไหวของบุคลากรไปใช้ในการประมวลผลเพื่อประกอบการช่วยเหลือบุคลากรในกรณีที่บุคลากรเจ็บป่วยหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรเกี่ยวกับประกันชีวิตและการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ทั้งนี้ บริษัทจะไม่ทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรก่อน
หากลูกค้า คู่สัญญา ผู้ใช้บริการ และบุคลากรประสงค์จะถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีข้างต้นนี้ สามารถติดต่อบริษัทเพื่อขอถอนความยินยอมได้ โดยการแจ้งมายัง “ช่องทางการติดต่อ” ตามรายละเอียดด้านล่างนี้
3. ประมวลผลข้อมูลตามฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest)
บริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการไปประมวลผล เพื่อการบริหารการดำเนินธุรกิจ และการจัดการความสัมพันธ์ตามข้อตกลง ซึ่งรวมถึง การดำเนินการและการออกใบแจ้งหนี้ การปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการเก็บรักษาบันทึกภายใน การจัดการภายใน การสอบบัญชี การรายงาน การส่งหรือยื่นข้อมูล การประมวลผลข้อมูล หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายกัน
บริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรไปประมวลผลเพื่อการจัดการและการจัดทำรายงานภายในของบริษัท การดูแลรักษาระบบเพื่อการรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานและให้บริการ รวมถึงการดำเนินการด้านภาษีและการจัดการความเสี่ยงของบริษัท การสอบบัญชี การส่งหรือยื่นข้อมูล การประมวลผลข้อมูล หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายกัน
4. ประมวลผลข้อมูลตามฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation)
บริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่สัญญา และผู้ใช้บริการ ไปประมวลผลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561, พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ตามภาระผูกพันที่กฎหมายกำหนด สิทธิและหน้าที่ภายใต้กฎหมายที่บริษัทใช้บังคับ และ/หรือกระบวนการภายใน การตรวจจับการทุจริต การตรวจสอบทางกฎหมายหรือกฎข้อบังคับอื่น ๆ
บริษัทอาจนำข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรไปประมวลผลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการจ้างงานและการประกอบธุรกิจของบริษัท เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เป็นต้น รวมทั้งกฎหมายอื่นที่บริษัทต้องอยู่ภายใต้บังคับที่กำหนดให้ส่งข้อมูล
การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โดยมีการขอความยินยอมจากท่านก่อน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26
การใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทจะใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายใต้วัตถุประสงค์ที่ได้ให้ความยินยอม หรือขอบเขตที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26
สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังต่อไปนี้
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล — การขอรับข้อมูลหรือสำเนาที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท รวมถึงขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านไม่ได้ให้ความยินยอมต่อบริษัทได้
- สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล — ให้ถูกต้อง สมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
- สิทธิในการคัดค้าน — การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยเหตุบางประการ
- สิทธิในการขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล — ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น
- สิทธิในการขอถอนความยินยอม — ที่ได้ให้ไว้กับบริษัท เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธินั้นโดยกฎหมายหรือการมีสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่
- สิทธิในการขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล — หรือการทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เว้นแต่ว่าการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวเป็นไปเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปกป้องสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
- สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูล
- สิทธิในการร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจทางกฎหมาย — หากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
การปฏิบัติตามกฎหมายและการปรับปรุงนโยบาย
บริษัทจะติดตามความคืบหน้าของกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งจะพิจารณาทบทวนและปรับปรุงนโยบาย และกระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะ หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ บริษัทจะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ทางช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
ช่องทางการติดต่อบริษัท
หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการขอใช้สิทธิตามนโยบายฉบับนี้ โปรดติดต่อบริษัทได้ผ่านช่องทางดังนี้
- ชื่อบริษัท : บริษัท อัลฟ่ากรุ๊ป จำกัด
- สถานที่ติดต่อ : 139 ซอยนวลจันทร์ 34 ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230
- โทรศัพท์ : 02-792-9333 (วันเวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 17.30 น.)
- เว็บไซต์ : https://www.alphagroup.co.th
- อีเมล : sales@alphagroup.co.th
Who we are
Suggested text: Our website address is: http://alphagroup.co.th.
Comments
Suggested text: When visitors leave comments on the site we collect the data shown in the comments form, and also the visitor’s IP address and browser user agent string to help spam detection.
An anonymized string created from your email address (also called a hash) may be provided to the Gravatar service to see if you are using it. The Gravatar service privacy policy is available here: https://automattic.com/privacy/. After approval of your comment, your profile picture is visible to the public in the context of your comment.
Media
Suggested text: If you upload images to the website, you should avoid uploading images with embedded location data (EXIF GPS) included. Visitors to the website can download and extract any location data from images on the website.
Cookies
Suggested text: If you leave a comment on our site you may opt-in to saving your name, email address and website in cookies. These are for your convenience so that you do not have to fill in your details again when you leave another comment. These cookies will last for one year.
If you visit our login page, we will set a temporary cookie to determine if your browser accepts cookies. This cookie contains no personal data and is discarded when you close your browser.
When you log in, we will also set up several cookies to save your login information and your screen display choices. Login cookies last for two days, and screen options cookies last for a year. If you select "Remember Me", your login will persist for two weeks. If you log out of your account, the login cookies will be removed.
If you edit or publish an article, an additional cookie will be saved in your browser. This cookie includes no personal data and simply indicates the post ID of the article you just edited. It expires after 1 day.
Embedded content from other websites
Suggested text: Articles on this site may include embedded content (e.g. videos, images, articles, etc.). Embedded content from other websites behaves in the exact same way as if the visitor has visited the other website.
These websites may collect data about you, use cookies, embed additional third-party tracking, and monitor your interaction with that embedded content, including tracking your interaction with the embedded content if you have an account and are logged in to that website.
Who we share your data with
Suggested text: If you request a password reset, your IP address will be included in the reset email.
How long we retain your data
Suggested text: If you leave a comment, the comment and its metadata are retained indefinitely. This is so we can recognize and approve any follow-up comments automatically instead of holding them in a moderation queue.
For users that register on our website (if any), we also store the personal information they provide in their user profile. All users can see, edit, or delete their personal information at any time (except they cannot change their username). Website administrators can also see and edit that information.
What rights you have over your data
Suggested text: If you have an account on this site, or have left comments, you can request to receive an exported file of the personal data we hold about you, including any data you have provided to us. You can also request that we erase any personal data we hold about you. This does not include any data we are obliged to keep for administrative, legal, or security purposes.
Where your data is sent
Suggested text: Visitor comments may be checked through an automated spam detection service.
